แหวนเพชร

แหวนเพชรกับหลักการ 4 C ดูอย่างไรจะรู้ว่า เพชรเม็ดไหนมีมูลค่ามาก เม็ดไหนมูลค่าน้อย เพื่อจะได้ประเมินงบประมาณและได้แหวนที่ตรงตามความต้องการของคุณได้ วันนี้เรามาลองใช้หลักการนี้ดูเพชรกันดีกว่า

สำหรับแหวนเพชรนั้น เป็นแหวนที่มีราคาแพงมาก เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกซื้อแหวนเพชรสักวงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งหากใครที่ศึกษาวิธีการเลือกเพชรมาบ้างแล้ว ก็คงพอจะคุ้นเคยกับหลักการ 4 C ที่ใช้ในการดูเพชรบ้างแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร วันนี้เราจะมาศึกษาไปด้วยกัน รับรองเลยว่า คุณจะเข้าใจหลักการนี้ได้มากขึ้น และทำให้คุณนั้นไม่ต้องกังวลในการเลือกแหวนเพชรคราวต่อไปด้วย

สำหรับการใช้หลักการ 4C ในการเลือกเพชรนั้นเริ่มจาก CARAT (กะรัต ) ซึ่งน้ำหนัก 1 กะรัตจะเท่ากับ 100 สตางค์ เป็นต้น ยิ่งมีน้ำหนักมากก็ยิ่งมีราคาสูง แต่อย่าลืมว่า เพชรสองเม็ดแม้ว่าจะมีน้ำหนักเท่ากันแต่ว่าอาจมีราคาไม่เท่ากัน เพราะว่าต้องดูที่ความสะอาด  สี และการเจียระไนด้วย ต่อมาเป็นเรื่องของการดูที่สี(COLOR) กัน กันบ้าง   โดยสีที่มีมูลค่ามากที่สุดคือ สีใสไล่เรียงไปจนถึงสีเหลืองอ่อน  สีอ่อนหรือแก่นั้นก็ส่งผลต่อประกายของเพชรด้วย เพราะว่า หากแหวนเพชรนั้นมีเพชรสีอ่อนก็จะส่องประกายได้มากขึ้นกว่าเดิม ช่วยให้เพชรนั้นมีความสวยงามมากขึ้นกว่าเดิม  โดยการจำแนกเพชรสีขาวกับเพชรสีขาวติดเหลืองนั้นแยกด้วยการดูทางสายตาได้ยาก สถาบัน GIA จึงมีการกำหนดมาตรฐานการเทียบสีเพชรไว้ด้วย และหากอยากจะเทียบก็ต้องเทียบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีเท่านั้น  โดยจะเรียงลำดับสีไปจาก D-Z เลยล่ะ โดย D คือเพชรสีขาวบริสุทธิ์นั่นเอง   และมาถึง C ที่ 3 นั่นคือ CUT หรือที่เรียกกันว่า การเจียระไนเพชร แหวนเพชรที่สวยงามทรงคุณค่า นอกจากจะต้องมีน้ำหนัก สีและต้องมีความสวยงามที่เกิดจากการเจียระไนเพชรด้วย สำหรับการเจียระไนเพชรนั้น ไม่ได้พูดถึงรูปทรงของเพชร แต่หมายถึงการเจียระไนเหลี่ยมของเพชรที่ได้สัดส่วนจากช่างผู้เชี่ยวชาญ เพราะว่า  หากเจียระไนเหลี่ยมที่ได้สัดส่วนจะทำให้เพชรของคุณนั้นส่องประกายสวยงามมาก  และแหวนเพชรที่นิยมเจียระไนกันมากก็คือ เพชรเม็ดกลม เนื่องจากมีจำนวนเหลี่ยมมาก ทำให้เพชรส่องบประกายแวววาวได้มาก โดยการเจียระไนนั้นจะดีหรือไม่ดี ต้องดู 3 ส่วนประกอบ นั่นคือ เทเบิล หากมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไปก็ส่งผลต่อการกระจายแสงของเพชร  สำหรับมุมคราวน์ นั้นคือ เรื่องของความสูง  หากทำไม่สมดุลกับมุมสะท้อนแสงก็ทำให้การกระจายของเพชรดอยลงได้ ต่อมาเป็นส่วนสุดท้ายนั่นคือ ความลึกของพาวิเลี่ยน  ซึ่งหมายถึงการสะท้อนแสงทั้งมุมบนมุมล่าง ถ้าเจียระไนบางแสงสะท้อนออกด้านล่างหมด แต่ถ้าหนาก็ทำให้ไม่มีแสงอีก  โดยการตรวจสอบความลึกนี้ก็ต้องตรวจสอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งจะลงในใบ CER ว่า มีการระดับการเจียระไนอย่างไรบ้าง ต่อมาคือ C ที่ 4 คือ CLARITY ความสะอาด เพชรนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีตำหนิ  แต่ว่ายิ่งมีตำหนิน้อยก็ทำให้แสงยิ่งผ่านมากยิ่งขึ้น  ทำให้มูลค่าของแหวนเพชรสูงขั้นด้วย แต่ว่าการจะดูว่าเพชรสะอาดมากแค่ไหนก็ต้องใช้กล้องขยายส่องดู ซึ่งจะต้องตรวจสอบด้วยนักอัญมณีเท่านั้น

เพราะฉะนั้นนี่คือวิธีการดู แหวนเพชร ตามหลัก 4 C ซึ่งความจริงแล้วหากเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ดูได้ยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วเราจะดูที่ใบ CER มากกว่า เพราะว่าร้านเพชรที่มีคุณภาพมาตรฐานนั้นจะมีใบ CER ให้คุณดูด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้คุณได้มากยิ่งขึ้นด้วย  ทำให้คุณนั้นได้แหวนเพชรที่มีคุณภาพดี ในราคาที่ย่อมเยาและถูกใจที่สุด